สมัครเลย!!!

ถอดบทเรียน ExxonMobil กับการใช้คลาวด์: คลาวด์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง

ยุคสมัยที่คลาวด์คอมพิวติ้งเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้สำหรับองค์กรไม่ว่าจะเล็กหรือใหญ่ สตาร์ทอัพส่วนมากใช้โครงสร้างพื้นฐานทุกอย่างอยู่บนคลาวด์แทบทั้งหมด กลายเป็นคำถามให้กับองค์กรใหญ่ในประเด็นว่าควรไปใช้คลาวด์ทั้งหมดหรือไม่ ส่วนไหนควรไปใช้ ส่วนไหนไม่ควร จะไปใช้คลาวด์ควรเตรียมตัวยังไง เป็นต้น

ExxonMobil บริษัทพลังงานระดับโลกที่อยู่ในลำดับต้นๆ ของ Fortune 500 ซึ่งภายในมีหน่วยงานที่เรียกว่า Global Business Center (GBC) ให้บริการธุรกิจแก่บริษัทในเครือเอ็กซอนโมบิลทั่วโลก เช่น ฝ่ายทรัพยากรบุคคล, ฝ่ายบัญชี, ศูนย์บริการลูกค้า เป็นต้น ศูนย์ธุรกิจนี้ มีอยู่ทั้งหมด 8 แห่งทั่วโลก และ GBC ในประเทศไทยเป็นศูนย์ที่ใหญ่ที่สุด โดย ExxonMobil IT ในเมืองไทยก็เป็นหนึ่งในหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนและพัฒนา Cloud และ Digital Platform ให้กับ ExxonMobil

ExxonMobil ผ่านมาแล้วตั้งแต่ยุคเมนเฟรม ยุคเซิร์ฟเวอร์ on-premise มาจนถึงยุคคลาวด์ในปัจจุบัน ซึ่งบริษัทก็ปรับตัวได้อย่างน่าสนใจและหาจุดเหมาะสมในการใช้คลาวด์ของตัวเองได้ ก่อนจะค้นพบข้อคิดสำคัญสำหรับองค์กรว่า “คลาวด์ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่าง”

No Description

ไปใช้คลาวด์แบบ step-by-step ส่วนที่ง่ายก็ไปก่อน ส่วนที่ซับซ้อนไปทีหลัง

คุณวิริยะ โฆษะวิสุทธิ์ ExxonMobil IT Thailand Lead เล่าบนแพแนล Blognone Tomorrow ให้ฟังว่าเดิม ExxonMobil IT (รู้จักกับฝ่ายไอทีใน ExxonMobil) ใช้ระบบ on-premise ทั้งหมด ก่อนจะเริ่มพิจารณาเรื่องการใช้งานคลาวด์เมื่อราว 5-6 ปีที่แล้ว โดยทางบริษัทมองว่าคลาวด์เป็นตัวแปรสำคัญในการช่วยให้บรรลุเป้าหมาย digital strategy ดังนั้นคำถามแรก ๆ ที่พิจารณาไม่ใช่ว่า “ทำไมต้องไปใช้คลาวด์” เพราะยังไงก็คงต้องไปใช้อยู่แล้ว แต่คือต้องไปเมื่อไหร่ ไปด้วยจังหวะความเร็วแค่ไหน เริ่มจากตรงไหนก่อนระหว่างบริการ Infrastructure as a Service (IaaS), Platform as a Service (PaaS) and Software as a Service (SaaS)ในระหว่างการเปลี่ยนแปลงจะต้อง integrate ระบบที่อยู่บน cloud กับ on-premise อย่างไร และเรื่องของ skillset ที่ต้องมีเพื่อที่จะได้พัฒนาแอปพลิเคชันที่ใช้ประโยชน์จาก cloud ได้อย่างเต็มที่มีอะไรบ้าง

ExxonMobil เลือก SaaS เป็นขั้นตอนแรกที่ย้ายขึ้นคลาวด์ โดยเลือกระบบที่มีความยุ่งยากซับซ้อนไม่มาก หรือมีผลกระทบกับการดำเนินงานอื่นๆ น้อย อย่างระบบจัดซื้อจัดจ้าง, Talent Management, Time Management, Learning Management เป็นต้น

No Description

ในช่วงเวลาระหว่างนั้น ExxonMobil ได้ศึกษาและประเมินว่าการจะใช้ cloud ให้ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ การเตรียมความพร้อมในด้านโครงสร้างสถาปัตยกรรม (architecture) เป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้นตอนนี้ ExxonMobil มีบัญญัติเป็นการภายในว่า ของใหม่ๆ ที่ทำออกมาจะต้องเป็น API-first และ cloud-first แม้บางส่วนจะยังไม่พร้อม แต่อย่างน้อยก็ต้องการทำให้แอปใหม่ๆ มีความพร้อมก่อน เพื่อที่จะได้สามารถย้ายขึ้นคลาวด์ได้ง่ายต่อไป

ตัวอย่างหนึ่งที่คุณวิริยะกล่าว คือแอปในส่วน commercial และ supply chain ที่ใช้ API และ microservices architecture เชื่อมต่อกับระบบ ERP ที่อยู่บน on-premise จะ host อยู่บน OpenShift ที่อยู่บน on-premise เช่นกัน การใช้ OpenShift และสถาปัตยกรรมใหม่ช่วยให้สามารถย้ายไปใช้คลาวด์ได้ง่ายขึ้นในอนาคต

ขณะเดียวกันความท้าทายต่าง ๆ ก็มี โดยเฉพาะเรื่องกระบวนการทำงาน ความเชี่ยวชาญ engineering practice เช่น Pair Programming, Test Driven Development, DevOps Pipeline รวมไปถึงการออกแบบสถาปัตยกรรม ที่ช่วยให้ใช้ความสามารถของคลาวด์ได้อย่างเต็มที่ ก็เป็นทักษะที่ต้องพัฒนา พยายามเรียนรู้และเก็บประสบการณ์ เพื่อให้แอปออกมาให้มีคุณภาพที่ดี ตอบโจทย์การทำงานแบบ global enterprise ให้ได้

No Description

ยังไงก็คงไม่ไปใช้คลาวด์หมด ไม่ว่าจะปัจจุบันหรืออนาคต

แม้ ExxonMobil จะเปิดรับคลาวด์อย่างเต็มที่ แต่ไม่ได้หมายความบริษัทมีแผนจะย้ายไปใช้งานคลาวด์ทั้งหมดในอนาคต คุณวิริยะบอกว่า ExxonMobil จะพยายามไปใช้คลาวด์ให้ได้มากที่สุด แต่ในอีก 10 ปีข้างหน้าตัวเขาก็มองว่ายังไงก็ไม่มีทางที่ทุกอย่างจะไปอยู่บนคลาวด์ 100%

คุณวิริยะมองว่าส่วนที่จะไม่ได้ถูกย้ายขึ้นไปรันบนคลาวด์หลัก ๆ น่าจะเป็นแอปที่ไม่สำคัญ (non-strategic) หรือแอปที่ไม่ต้องสเกล สามารถรอให้หมดอายุการใช้งาน (deprecated) แล้วค่อยแทนที่ด้วยแอปบนคลาวด์ทีเดียว

ส่วนที่สองคล้าย ๆ กันคือกรณีของโซลูชันจาก SAP ที่ ExxonMobil ลงทุนแบบ on-premise ไปเยอะมากแล้ว ก็คิดว่าคงจะไม่ทิ้งการลงทุนที่ผ่านมาไปเปล่า ๆ ด้วยการย้ายไปใช้คลาวด์​ แต่รอให้หมดอายุการใช้งานเหมือนกัน แล้วค่อยย้ายไปตามนโยบายของ SAP

ส่วนสุดท้ายคือส่วนที่ ExxonMobil ไม่คิดจะเอาขึ้นคลาวด์แน่ ๆ ได้แก่ข้อมูลสำคัญมากๆ ที่บริษัทเป็นเจ้าของ อาทิ ข้อมูลทางธรณีวิทยา (seismic data) ก็จะเก็บไว้ในดาต้าเซ็นเตอร์ของบริษัทเอง การจะใช้งานคลาวด์แต่ละเจ้าก็ต้องดูนโยบายด้านความปลอดภัยเจ้านั้นๆ ว่าเป็นอย่างไร รวมถึงมีการตอบสนองต่อคำขอของรัฐบาลประเทศต่างๆ มากน้อยแค่ไหน เพราะข้อมูลบนคลาวด์ที่บริษัทเป็นเจ้าของ อาจสามารถเข้าถึงได้โดยผู้ให้บริการคลาวด์เมื่อมีการร้องขอ โดยคุณวิริยะยกตัวอย่างนโยบายของผู้ให้บริการจากกรณีที่แอปเปิลปฏิเสธไม่ให้ FBI เข้าถึงข้อมูลเมื่อถูกร้องขอ เป็นต้น

No Description

ข้อควรคิดในการใช้งานคลาวด์: “คลาวด์ไม่ใช่คำตอบสำหรับทุกอย่าง”

คุณวิริยะบอกว่าคลาวด์ไม่ใช่คำตอบของทุกอย่าง มันมีข้อดีของมัน แต่องค์กรต้องรู้ตัวก่อนว่าอยากได้อะไรจากคลาวด์ เช่น อาจจะอยากได้ความคล่องตัว (agility) ความเสถียร (reliability) การเปลี่ยนจากค่าใช้จ่าย fixed cost เป็น variable cost ความสามารถที่หาไม่ได้หรือไม่คุ้มที่จะทำเอง หรือเรื่องอื่นๆ ขณะเดียวกันข้อดีและข้อเสนอของแต่ละเจ้าก็ไม่เหมือนกัน ต้องศึกษา ชั่งน้ำหนัก รวมถึงต้องดูเรื่องค่าใช้จ่ายต่างๆ ให้ดี เพราะอาจเจอกรณีว่าเราไม่รู้ว่าเราโดนชาร์จจากค่าอะไรบ้าง

สุดท้ายคือคุณวิริยะแนะนำว่าควรคิดและเตรียมการเผื่อเอาไว้ด้วยว่า หากเราตัดสินใจจะใช้งานคลาวด์เจ้าหนึ่งแล้ว เกิดไม่พอใจด้วยเหตุผลต่างๆ องค์กรจะทำยังไง การย้ายกลับหรือย้ายออกไปใช้เจ้าอื่นทำได้หรือไม่ วุ่นวายแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้จะสามารถช่วยให้เราตัดสินใจ และวางแผนการใช้คลาวด์ให้ได้อย่างเต็มความสามารถ